dot
dot
ศาสตร์ดำเนิน / Way of Sartrayuth
dot
bulletหลักวิชาศาสตรายุทธ์
bulletTheory of Sartrayuth
bulletศิลปะศาสตราวุธแห่งสยาม
bulletArts of Thai weapon
bulletวัฒนธรรมชาวศาสตรายุทธ์
bulletCulture of Sartrayuth
bulletวรรณกรรมแห่งศาสตรา
bulletจดหมายเหตุ ศาสตรายุทธ์
bulletสมาชิก/Members
dot
พันธมิตร / Link
dot
bulletสมบูรณ์โฮมโดโจ
bulletวัดป่าศิวิไลซ์
bulletมวยเฮอลี่ฉวน
bulletมวยไชยาบ้านครูแปรง
bulletห้องศิลปการต่อสู้ pantip.com
bulletคนรักมีด
bulletThaiblades




ความเป็นมาและวิวัฒนาการวิชากระบี่ – กระบอง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

            

จากประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้จารึกเรื่องราวการต่อสู้ของบรรพบุรุษไทย  นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  สมัยกรุงธนบุรี  ตลอดจนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินธ์ในทุกวันนี้  ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับอาวุธประเภทกระบี่-กระบอง  อันได้แก่  หอก  ดาบ  แหลน  หลาว  ง้าว  โล่  โตมร  ฯลฯ  เป็นต้น  วีรกรรมอันเนื่องมาจากการใช้อาวุธ  ดังกล่าวแล้วเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม  และน่าชื่นชม  น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เชื้อพระวงศ์  ข้าราชการ  ตลอดจนประชาชนคนสามัญ  ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงทุกคนจะต้องเป็นนักรบ  มีการฝึกฝีมือเตรียมพร้อมอยู่เสมอจนสามารถใช้อาวุธเข้าต่อสู้ประหัตประหารข้าศึกศัตรูได้ทุกโอกาส

            บรรพบุรุษของชนชาติไทยต้องกรำศึกมาอย่างหนักนับเป็นร้อย ๆ ครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ  ก่อความไม่สงบขึ้นภายในเมือง  หรืออาณานิคมเอาใจออกห่างสมคบกับประเทศที่เป็นศัตรู  ในสมัยอดีตนั้นประเทศไทยมีอาณาจักรกว้างขวางและครอบคลุมดินแดนในแหลมสุวรรณภูมิหรือแหลมทองมากกว่าประเทศอื่นใด  รวมทั้งการสงครามระหว่างประเทศ  ซึ่งอาวุธส่วนใหญ่ในสมัยนั้นก็คือกระบี่-กระบองทั้งสิ้น  เพราะวิทยากรในการทำสงครามยังไม่ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้

            ประเทศที่เป็นคู่สงครามที่แท้จริงของประเทศไทย  คือประเทศเมียนม่า  ในทุกวันนี้จากหลักฐานที่ค้นพบทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า  นับตั้งแต่ พ.ศ. 2081 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นการสงครามด้วยศึกเชียงกรานในรัชสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช  กรุงศรีอยุธยาตอนต้น  จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เป็นสงครามเมืองเชียงตุง ระหว่าง  พ.ศ. 2395 – 2396 รวมทั้งสิ้น 44 ครั้ง  โดยแบ่งออกแต่ละสมัยได้ดังนี้ คือ 

            สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมี                      24     ครั้ง

            สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมี               10     ครั้ง

            สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีมี   10     ครั้ง

            ทั้งนี้จะนำมาแจกแจงเฉพาะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว  จะได้ดังนี้

            สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เสด็จเสวยราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2325 -2352 รวม 27 ปี ทำการรบกับประเทศเมียนม่า 7ครั้ง

            สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเสวยราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2352 ถึง พ.ศ. 2367 รวม 15 ปี  ทำการรบกับประเทศเมียนม่า 1 ครั้ง  คราวพม่าตีเมืองถลาง พ.ศ. 2352

            สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จเสวยราชสมบัติตั้งแต่  พ.ศ. 2367 ถึง พ.ศ. 2394 รวม 27 ปี  ทำการรบกับประเทศเมียนม่า 1 ครั้ง  คราวไทยช่วยอังกฤษตีเมืองพม่า ใน พ.ศ. 2367

   สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2394 ถึง พ.ศ. 2411 รวม 17 ปี ทำการรบกับประเทศเมียนม่าเพียงครั้งเดียว

            ดังนั้น  ตลอดระยะเวลา 315 ปี ที่ไทยกับพม่าต้องทำการรบพุ่งแย่งชิงความเป็นใหญ่แก่กันนั้นมีอยู่ 44 ครั้ง ดังได้กล่าวมาแล้ว  แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการปราบปรามเสี้ยนหนามในประเทศและช่วยเหลือประเทศข้างเคียง  ตลอดจนการรบกับประเทศอาณานิคมข้างเคียง  ทั้งนี้แสดงให้เห็นความแกล้วกล้าสามารถของนักรบไทยได้เป็นอย่างดี

            นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2396 เป็นต้นมา  ประเทศไทยก็อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่ต้องทุ่มเทกำลังส่วนใหญ่ไปเพื่อการสงครามเหมือนดังแต่ก่อน  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงทรงมีพระราชวโรกาสทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า  เกิดประโยชน์แก่ราชอาณาจักรมากขึ้นกว่าแต่ก่อนประกอบกับทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงทำนุบำรุงการศึกษา  การศาสนา  การทูต  การทหาร  การคมนาคม  ตลอดจนทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเข้มแข็ง ให้กับประเทศอย่างจริงจัง  และประเทศไทยก็วิวัฒนาการมาด้วยดี  เพราะไม่ต้องพะวงถึงการสงครามดังกล่าวแล้ว

            แต่พระองค์ทรงเป็นนักรบที่แกล้วกล้าสามารถพระองค์หนึ่ง  ทรงโปรดปรานในวิชาการต่อสู้อันเป็นแบบฉบับเดิมของไทย  คือ  วิชากระบี่ –กระบองเป็นพิเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดครูอาจารย์ฝึกสอนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  และเจ้านายหลายพระองค์ให้ชำนิชำนาญในวิชากระบี่กระบอง   ได้แก่

            1 เจ้าฟ้าจาตุรนตรัศมี (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิ์พงศ์)

2  พระองค์เจ้ากัมเลอสรวง (กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร) ทรงกระบี่

3 พระองค์เจ้าสุขสวัสดิ์(กรมหลวงอดิศรอุดมเดช) ทรงง้าว

4 พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) ทรงง้าว

5 พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตชัย ทรงดาบสองมือ

6 พระองค์เจ้าชุมพลรัชสมโภช (กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์) ทรงดาบสองมือ  เป็นต้น

 

มีเรื่องพอจะยืนยันได้คือ พ.ศ. 2409 ทรงมีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  ทรงกระบี่-กระบองหน้าพระที่นั่งในงานทรงผนวก เป็นสามเณรของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระปิยมหาราชา) บรรดาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอที่ทรงแสดงกระบี่ – กระบอง ในครั้งนั้นมีพระชนมายุเพียง 10-11 พรรษาเท่านั้น  นับได้ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทรงปรีชาสามารถและมีน้ำพระทัยอดทนเหมาะแก่การดำรงพระยศเป็นผู้นำของประเทศชาติในอนาคตได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ในงานพระเมรุ  หรือ  พระราชพิธีโสกันต์  ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  จัดให้มีการแสดงกระบี่ –กระบองอีกด้วย  เสมือนหนึ่งว่ากีฬากระบี่ –กระบองนับเป็นกีฬาในราชสำนักและของชาติอย่างแท้จริง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  วิชากระบี่-กระบองไม่ได้สูญหายไปจากความทรงจำของคนไทยแม้จะไม่ได้นำไปใช้เพื่อการศึกสงครามเหมือนดังแต่ก่อนก็ตามแต่กลับกลายมาเป็นกีฬาที่สร้างเสริมความเข้มแข็งของร่างกายเป็นส่วนสำคัญ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระปิยมหาราช  รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เสด็จเสวยราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2411 ถึง พ.ศ. 2433 ได้เกิดมีครูกระบี่-กระบอง หลายท่าน อาทิ เช่น ครูชิด ครูสี ครูจุ๋ง ครูห้อย ครูหลำ ครูบุตร ครูบังแอ ครูอยู่ ครูนาค ครูลา และครูบัว ฯลฯ เป็นต้น  และก็มีคณะกระบี่ – กระบอง ที่มีลูกศิษย์ออกแสดงในงานต่าง ๆ เท่าที่พอจะจำได้คือ  คณะศิษย์หลวงรักษ์  คณะครูอุ่น คณะครูบัตร คณะศิษย์ดำรงรักษ์  คณะโพธิสามต้น  คณะบ้านเนิน  คณะกุฏิขาว คณะวัดเสาวคนธ์  คณะบ้านสมเด็จ(บางแค) คณะศิษย์กตัญญูรักษ์  ฯลฯ  คณะสุดท้ายที่เกิดขึ้นใหม่คือ  คณะสวนอนันต์  (คือคณะศรีไตรรัตน์ทุกวันนี้) นับแต่ปี พ.ศ. 2478 เป็นต้นมา มีการแสดงให้ประชาชนได้ชมมากที่สุด  คณะสวนอนันต์มีครูสี  และครูชิดเป็นผู้ฝึก  โดยนาวาตรีจรูญ  ไตรรัตน์เป็นผู้ควบคุม  ประกอบด้วยเด็กหนุ่มที่มีสมอง  วิวัฒนาการในการต่อสู้ที่ทันสมัย  จึงเป็นที่ชื่นชอบและสนใจของประชาชนโดยทั่วไป

ผู้เขียนได้พบเห็นครูอาจารย์เหล่านี้เมื่อยังมีอายุได้ประมาณ 10 ปี เมื่อ พ.ศ. 2477 แต่ครูอาจารย์มีอายุระหว่าง 50-60 ปี ด้วยกันทั้งสิ้น  จึงเกิดความเข้าใจว่าครูอาจารย์เหล่านั้นอาจจะเคยรับราชการในราชสำนักมาแล้ว และเมื่อพ้นจากตำแหน่งทางราชการแล้ว  ด้วยความรักในวิชาการ  ไม่ต้องการให้วิชาการของตนต้องสูญสิ้นไปพร้อมกับอายุขัยของตน  จึงได้นำเอามาฝึกสอนแก่ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง  เป็นผลให้วิชาการกระบี่-กระบองได้เจริญและขยายออกไปตามลำดับ  จนตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระปิยมหาราช  รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

แต่ทุกอย่างก็ย่อมไม่แน่นอนด้วยกันทั้งสิ้น  ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า  รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  การแสดงกระบี่-กระบองก็ค่อยสลายตัวไปตามลำดับ  เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยทางด้านวรรณกรรมและนาฏศิลป์มากกว่าการต่อสู้ประกอบกับมีสิ่งแวดล้อมหลายประการที่ทำให้การฝึกกระบี่ –กระบอง ต้องลดน้อยลงไป  ได้แก่

1 ประเทศชาติอยู่ในความสงบ  ไม่มีข้าศึกรุกรานประชาชน จึงมองไม่เห็นความสำคัญของการต่อสู้ป้องกันตัว

2 มีคณะกระบี่ –กระบอง เกิดขึ้นภายนอกราชสำนักมากมายหลายคณะแล้ว

3 มีความเจริญในด้านสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมากขึ้น มีทูตานุทูตเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาก

4 ศิลปะทางนาฏศิลป์ของไทยอ่อนช้อยงดงาม  ดึงดูดจิตใจชาวต่างประเทศมากกว่าการต่อสู้ประกอบกับองค์พระมหากษัตริย์ทรงให้การสนับสนุนชื่นชม

 แต่อย่างไรก็ตาม  หากพิจารณาจากการแสดงกระบี่-กระบองเมื่อประมาณ50 ปีก่อนนี้นั้น ครูอาจารย์ทั้งหลายต่างก็มีหลักวิชาในการต่อสู้ละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่งจนเกือบจะเรียกได้ว่า  เป็นหลักวิชาการต่อสู้แบบเดียวกัน  ทั้งนี้ไม่รวมถึงลีลาในการร่ายรำและการเดินแปลง  เพราะครูอาจารย์แต่ละท่านจะมีลีลาการร่ายรำผิดแผกแตกต่างกันออกไป  การเรียกชื่อไม้รำก็คิดขึ้นมาตามลีลาลักษณะท่าทางในการรำ โดยยึดถือเอาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค  เช่น  ทางภาคเหนือก็มีลีลาผสมผสานแบบฉบับของลาวหรือพม่า  เป็นพื้น  ทางภาคใต้ก็มีลีลาผสมผสานกับแบบฉบับของมาเลเซียเป็นสำคัญ  ดังนี้เป็นต้น

ฉะนั้นการที่จะตัดสินว่าการร่ายรำของใครผิดหรือของใครถูกนั้น  กระทำกันได้ยากยิ่ง  แต่ก็พอจะมีหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยได้ว่า  ลีลาการร่ายรำนั้นเข้ากับจังหวะดนตรีประกอบการแสดงหรือไม่  สมบทบาทกับอาวุธแต่ละอย่างอันได้แก่ ท่าพระ  ท่านาง   ท่ายักษ์  ท่าลิง เป็นต้นเพียงใด ตลอดจนความอ่อนช้อยไม่เคอะเขิน  นิ่มนวล  ไม่กระโดกกระเดก และมีการต่อเนื่องกันดีหรือไม่เท่านั้น  ทั้งนี้ก็มีอยู่ในกติกาการประกวดกระบี่ –กระบอง ของสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว

กระบี่-กระบอง ในสมัยก่อนมักจะใช้อาวุธในการแสดง 6ประเภทด้วยกัน คือ

1 แสดงกระบี่ – กระบี่  ใช้กระบี่ปลายอ่อนคือกระบี่สำหรับฝึก

2 แสดงพลอง – พลอง ทำด้วยรากไทร

3 แสงดดาบสองมือ –ดาบสองมือ  ทำด้วยหวายน้ำทาสีดำ

4 แสดงง้าว –ง้าว ทำด้วยหวายน้ำ

5 แสดงดาบสองมือ –ดาบดั้ง (เขน) โดยดั้งหรือเขนทำด้วยหนังกระบือ   

6 แสดงพลอง –ไม้สั้น หรือไม้ศอก โดยไม้ศอกทำด้วยรากไทร

 

ต่อมาในสมัยหลังได้ฟื้นฟูเอาอาวุธต่าง ๆ มาแสดงเพิ่มเติมหรือประยุกต์ขึ้นมาให้เหมาะสมกับกาลสมัย คือ

1 หอกโล่ –หอกโล่

2 ทวน – ทวน

3 มีดสั้น –มีดสั้น

4 ใช้อาวุธต่างประเภทกัน เช่นดาบสองมือ – ง้าว   ดาบสองมือ – ดาบเดี่ยว  ดาบดั้ง – ง้าว  เป็นต้น

5 เคียว – เคียว

6 ดาบโล่ – ดาบโล่  เป็นต้น

 

การแสดงกระบี่ –กระบอง ในสมัยนั้น  จึงเป็นการนำเอาแม่ไม้ที่ได้ฝึกมาไล่แม่ไม้ให้ดูเท่านั้น  ฉะนั้น  จึงพอสรุปได้ว่า  การแสดงกระบี่กระบองในสมัยนั้นพอจะจำแนกการแสดงออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1 การแสดงกระบี่ – กระบอง ประเภทร่ายรำ

กระบี่ – กระบอง ประเภทนี้ บางคณะก็ถือเอาการร่ายรำเป็นหลัก  และเป็นไปในลักษณะที่จะอวดการร่ายรำอย่างเชื่องช้าจนคนดูเกิดความเบื่อหน่าย  เสร็จแล้วก็นั่งถวายบังคมอย่างรวดเร็ว  แล้วก็เดินแปลงเข้าต่อสู้กันเปาะ ๆ แปะ ๆ นิดหน่อย แล้วก็นั่งยกมือไหว้เป็นการขอขมาต่อกัน  นับว่าจบการแสดง

2 การแสดงกระบี่ –กระบอง ประเภทลูกไม้และตลก

กระบี่กระบองประเภทนี้ คือ  ร่ายรำอย่างธรรมดาพอสมควร  แต่ในการต่อสู้ใช้เวลานานด้วยลีลาไล่ตีกันแบบลิเก มิได้ตีหรือฟันกันที่คู่ต่อสู้แต่มุ่งหมายฟันกันที่อาวุธของคู่ต่อสู้ให้อาวุธกระทบกันเกิดเสียงดังเท่านั้น  ไล่ลูกไม้กันเป็นเท่า ๆ ไปแบบตีล่าง  ข้างและบนสลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว   ตามที่ได้ซักซ้อมกันมาจนเกิดความเคยชินแต่เฉพาะคู่ของตัวเองเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีบทตลกเข้าสอดแทรกอีกด้วย  โดยทำเป็นเสมือนหนึ่งว่ารับพลาดท่าถูกฝ่ายตรงข้ามตีถูกตามร่างกายแล้วก็ทำเป็นเจ็บ  โดยแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง  ซึ่งในบางครั้งก็เจ็บจริง ๆ ถึงกับมีรอยไหม้ หรือแตกได้เหมือนกัน  การแสดงดังกล่าวนี้  เช่นถูกตีก้น  ก็แสดงความเจ็บปวดด้วยการวิ่งหนีเอาก้นไปถูไถกับพื้นสนามหรือถ้าถูกตีที่ขาก็เอามือแตะน้ำลายที่ปากแล้วเอามาถูตรงที่ถูกตี  ทำหน้าตาท่าทางแสดงท่าตลก ไปตามเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมา  ผู้ชมที่ไม่ทราบเรื่องก็หัวเราะเฮฮาสนุกสนานไปกับการชมนั้น ๆ การแสดงในแบบนี้ถ้าเป็นการแสดงกระบี่ปลายอ่อนแล้ว มีกติกาห้ามการตีเหนือกว่าเอวขึ้นมาโดยเด็ดขาด  เพราะกระบี่ที่ใช้ในการแสดงนั้นเป็นกระบี่ปลายอ่อน  ถ้ารับไม่ถูกต้องแล้ว  ปลายกระบี่อาจจะอ่อนตัวลงมาบริเวณส่วนหน้าหรือถูกนัยต์ตาอันก่อให้เกิดอันตรายได้ กระบี่ชนิดนี้จึงนิยมใช้สำหรับฝึกลูกศิษย์มากกว่าที่จะนำออกแสดง

3 การแสดงกระบี่ – กระบอง ประเภทอดทน

กระบี่ –กระบองประเภทนี้จะแสดงกันอย่างยาวนาน  ทั้งการร่ายรำและการต่อสู้  มีการตีให้ถูกตามลำตัวของคู่ต่อสู้อย่างจริงจังโดยเจตนา  มีการทำทีท่าว่ารับอาวุธของฝ่ายตรงข้ามพลาดจนร่างกายของตนกระทบกับอาวุธบ่อยครั้ง  ไม่มีเหตุผลในการแสดงออก ไม่เข้าในหลักวิชามากนัก การแสดงแบบนี้จะยึดถือเป็นแบบฉบับไม่ได้ เพราะขาดทั้งหลักวิชาการต่อสู้และการป้องกันตัว  แต่ในการแสดงยังคงรักษาแบบฉบับการต่อสู้บางส่วนเอาไว้  มีความคล่องแคล่วว่องไวแบบเดียวกับการแสดงประเภทที่ 2 ที่กล่าวมาแล้ว  แต่จะต้องยอมทนต่อความเจ็บที่ฝ่ายตรงข้าม กระทำเอาบ่อยครั้งเพื่อแสดงให้เห็นความอยู่ยงคงกระพันของตนบางคราวจะกรากเข้าไปยื้อแย่งอาวุธซึ่งกันและกัน  เมื่อผละออกจากกันแล้ว  ฝ่ายที่ถือดาบสองมือในตอนแรกจะถือดาบดั้ง  ส่วนผู้ที่ถือดาบดั้ง  ก็จะกลับมาถือดาบสองมือ  ดังนี้เป็นต้น  ในเวลาที่ทำการแสดงทั้งสองฝ่ายจะมีสีหน้าบอกถึงความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา  การแสดงในลักษณะนี้เป็นที่เวทนามากกว่าจะเป็นการสนุกสนาน  และถ้าผู้แสดงต้องทำการต่อสู้ต่อกันเป็นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 แล้ว  มักจะประสบความอิดโรยและมีความมุ่งหวังที่จะให้ผู้ชมได้รับสนุกสนานและความบันเทิงเป็นการสำคัญไม่ได้คำนึงถึงหลักวิชาและเหตุผลในการต่อสู้อย่างจริงจังเท่าใดนัก

ในปัจจุบันนี้  วิชากระบี่ –กระบอง ได้มีหลักการที่แน่นอนโดยสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  ได้วางระเบียบแบบแผนเอาไว้  ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้นำเข้าในหลักสูตรการเรียนชั้นมัธยมศึกษา  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา ประกอบกับกรมพลศึกษาได้จัดให้มีการประกวดเป็นประจำในระดับชั้นมัธยมศึกษา  ส่วนสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ก็ได้จัดให้มีการประกวดในระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป     บริเวณท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี  โดยใช้กติกาและระเบียบข้อบังคับของสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็น  ได้เรียนรู้และศึกษา  พร้อมกับเกิดการเปรียบเทียบในส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่เหมาะสมของแต่ละคณะที่ส่งเข้ามาประกวด  ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละสถาบันการศึกษาและประชาชน  โดยทั่วไปรวมทั้งคณะกระบี่ – กระบองต่าง ๆ ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานการแสดงของคณะตนให้ก้าวหน้าและถูกต้องตามหลักการมากยิ่งขึ้น  เป็นการอนุรักษ์  สมบัติของชาติส่วนนี้ให้คงทนถาวรสืบต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

นับว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชน หากผู้สอนได้วางใจเป็นกลาง  ไม่ถือว่าตนเป็นผู้วิเศษเหนือบุคคลอื่น  และปิดบังวิชาความรู้ที่เหนือกว่าตนให้ลูกศิษย์ทราบมีครู-อาจารย์บางคนเขียนไว้ในตำรา  “หากลูกศิษย์นอกครูถือว่าเป็นบุคคลที่อกตัญญูต่อครูบาอาจารย์” ครู-อาจารย์ที่ดีนั้นอาจศึกษา  หาเหตุผล วิวัฒนาการตนเอง  ไม่ปิดบังความรู้  และพยายามฝึกสอนศิษย์ของตนให้เข้าใจในศิลปวัฒนธรรมและหลักวิชาที่ถูกต้องตามเหตุผลอันสมควรแล้ว  จะเป็นประโยชน์ในด้านการออกกำลังกาย  การฝึกทักษะ ฝึกการป้องกันตัว   เข้าใจและซาบซึ้งในวัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณีของชนชาติไทยอันมีมาแต่โบราณกาล  พร้อมกันนี้ก็จะเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติของชาติที่บรรพบุรุษไทยได้สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาความเป็นเอกราชเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด




ประวัติ / History

ประวัติสำนักดาบศาสตรายุทธ์ article
ประวัติครูนิพนธ์ ศรีวิจิตร
ประวัติครูหนึ่ง
ลำดับสายชั้นครู
ประวัติปรมาจารย์ นาวาตรีจรูญ ไตรรัตน์ ร.น. article
ประวัติครูศรี article
ประวัติครูชิต
การสาธิต ดาบสองมือ-ดาบดั้ง กระบี่กระบองแบบศรีไตรรัตน์เดิม



Copyright © 2010 All Rights Reserved.